
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางนี้ เป็นวิธีการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหลังจากที่ทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ได้ทรงอุทิศเวลาตลอด 45 พรรษาของพระชนม์ชีพในการสั่งสอนเวไนยสัตว์ด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณ รวมทั้งทรงให้พระภิกษุออกเผยแผ่พระธรรมคำสอน ตามพระพุทธดำรัสที่ว่า
“จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย”
“ภิกษุทั้งหลาย ขอเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก”
บูรพาจารย์ผู้สืบสายการปฏิบัติ
การสืบทอดพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากพระภิกษุถึงฆราวาส จากครูถึงศิษย์ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้สายธารแห่งธรรมะไหลรินสืบสายกันมาในรูปแบบบริสุทธิ์ พวกเราต่างรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อท่านผู้ประเสริฐทั้งหลายที่ได้ธำรงรักษาธรรมะที่บริสุทธิ์นี้ไว้ และขอน้อมคารวะด้วยความเคารพ กตัญญูรู้คุณอย่างสูงสุดต่อท่านเหล่านั้น
เป็นที่น่าเสียดายว่า ภายหลังพุทธกาลเพียง 500 ปี ธรรมะอันบริสุทธิ์กลับสูญหายไปจากประเทศอินเดีย และก็คงจะสูญหายไปจากทุกประเทศอย่างสิ้นเชิง หากไม่ได้มีการเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะระหว่างปีพ.ศ. 240 – 312 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งทรงได้แรงบันดาลใจจากพระภิกษุอาจารย์ คือ พระอรหันต์โมคคัลลีปุตตะติสสะ ในการส่งคณะพระธรรมทูตจากประเทศอินเดียมายังประเทศต่าง ๆ รวม 9 สาย โดยสายที่ 8 ซึ่งพระอรหันต์โสณะและพระอรหันต์อุตตระ เป็นหัวหน้าคณะได้เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งในสมัยนั้นมีอาณาเขตครอบคลุมประเทศเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา บางส่วนของเกาะสุมาตรา หรืออินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
พระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ ได้เริ่มประกาศธรรมบทแรก โดยเลือกแสดงพรหมชาลสูตร ให้ผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมินี้ฟังเป็นครั้งแรก พระสูตรบทนี้มิใช่ธรรมเทศนาทั่วไป แต่กล่าวถึงทิฏฐิ 62 ประการที่แพร่กระจายในอินเดีย นั่นแสดงว่าคนในดินแดนสุวรรณภูมินี้ ได้รับอิทธิพลความเชื่อและปรัชญาจากชาวอินเดียเกี่ยวกับภาวะคงที่เป็นนิรันดร์และที่ดับสูญ
พรหมชาลสูตรนี้เป็นพระสูตรที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติวิปัสสนา ที่ให้ความกระจ่างทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ พระเถระทั้งสองได้หยิบยกขึ้นมาเทศนาเพื่อช่วยให้คนพื้นเมืองได้ดำรงอยู่ในธรรมะที่แท้จริง ได้กล่าวถึง การเกิดขึ้นและมีประสบการณ์อยู่ภายในขอบเขตของกายและจิต การปฏิบัติวิปัสสนาที่ทำให้ก้าวพ้นจากกายและจิต ไปสู่ขั้นที่ปราศจากเวทนาและตัณหา พระเถระทั้งสองรูปจึงเป็นผู้ที่เปลี่ยนความเชื่อและนำพระสัทธรรมของพระบรมศาสดา ทั้งในส่วนของปริยัติและปฏิบัติมาประดิษฐานยังดินแดนนี้ พวกเราต่างน้อมกราบด้วยสำนึกในพระคุณของพระเถระทั้งสองรูปเป็นอย่างยิ่ง
การปฏิบัติวิปัสสนาได้รับการสืบต่อกันมาเป็นเวลาอีกหลายร้อยปีที่ดินแดนของประเทศเมียนมาร์ตอนใต้ จากครูถึงศิษย์ในสายการปฏิบัติ แม้ว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านปริยัติในพระไตรปิฎก แต่ก็มีพระสงฆฺ์จำนวนน้อยที่สนใจการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างจริงจัง และพระสงฆ์เหล่านี้เองที่ได้รักษาวิธีการปฏิบัติในรูปแบบบริสุทธิ์อย่างดั้งเดิม ทำให้วิปัสสนากรรมฐานยั่งยืนมาจนปัจจุบัน
เนื่องจากไม่มีการบันทึกชื่อของครูบาอาจารย์ท่านเหล่านี้ไว้อย่างครบถ้วน เราจึงทราบชื่อและประวัติของบูรพาจารย์ตามแนวทางนี้ เฉพาะที่มีการบันทึกไว้ ดังนี้
พระอาจารย์แลดี ซายาดอว์ (ค.ศ.1846–1923 หรือ พ.ศ. 2389-2466)
ท่านอาจารย์ชายาเท็ตจี (ค.ศ. 1873–1945 หรือ พ.ศ. 2416-2488)
ท่านอาจารย์ซายาจีอูบาขิ่น (ค.ศ. 1899–1971 หรือ พ.ศ. 2442-2514)
ท่านอาจารย์เอ็ส เอ็น โกเอ็นก้า (ค.ศ. 1924-2013 หรือ พ.ศ. 2467-2556)
อ้างอิง: หนังสืออาจาริยบูชา
โดย สุทธี ชโยดม และคณะ
ประวัติพระอาจารย์แลดี ซายาดอว์ | ประวัติท่านอาจารย์ ซายาเท็ดจี | ประวัติท่านอาจารย์ ซายาจีอูบาขิ่น |
|
แลดี ซายาดอว์หรือพระอาจารย์แลดี เกิดเมื่อปีพ.ศ.2389 ที่หมู่บ้านไซปิน เมืองดิเปยิน อำเภอชเวโบ (คืออำเภอมงยวาในปัจจุบัน) ทางตอนเหนือของประเทศพม่า ท่านมีนามเดิมในวัยเยาว์ว่าหม่องเท็ตเคา (‘หม่อง’ เป็นคำเรียกเด็กผู้ชายหรือชายหนุ่มในภาษาพม่า ส่วน ‘เท็ต’ หมายถึงการไต่ขึ้น สำหรับ ‘เคา’ นั้นหมายถึงหลังคาหรือยอด) ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะกับท่าน เพราะเด็กชายเท็ตเคาได้ใช้ความพากเพียรพยายามไต่เต้าจนถึงจุดสูงสุดได้จริง(โปรดอ่านต่อ) | ท่านอาจารย์เท็ตหรือท่านซายาเท็ตจีของชาวพม่า เกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2416 ในครอบครัวชาวนา ณ หมู่บ้านเปียวบ่วยจี ห่างจากกรุงร่างกุ้งไปทางใต้ 13 กิโลเมตร โดยมีชื่อเดิมว่าหม่องโพเท็ต บิดาของท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุได้ 10 ปี มารดาจึงต้องเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสี่ตามลำพังด้วยการขายผักชุบแป้งทอดในหมู่บ้าน เด็กชายโพเท็ตต้องออกไปเร่ขายผักชุบแป้งทอด แต่มักกลับบ้านโดยขายอะไรไม่ได้ เพราะอายเกินกว่าที่จะร้องขาย ดังนั้นแม่ของท่านจึง(โปรดอ่านต่อ) | ท่านอาจารย์อูบาขิ่นหรือที่ชาวพม่าเรียกด้วยความเคารพว่า ซายาจีอูบาขิ่น เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2442 ณ กรุงร่างกุ้ง เมืองหลวงของพม่า ท่านถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจน โดยเป็นบุตรชายคนเล็กในจำนวนทั้งหมดสองคนของบิดามารดา เนื่องจากในสมัยนั้นประเทศพม่ายังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ชาวพม่าที่ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน จึงจำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษ นับเป็นโชคดีของท่านอูบาขิ่นที่มีชายชราจากโรงงานใกล้ๆ ช่วย(โปรดอ่านต่อ) | ท่านอาจารย์สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (Satya Narayan Goenka) หรือที่คนไทยมักเรียกท่านด้วยชื่อสกุลว่า “ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า” เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2467 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า (เมียนมาร์ในปัจจุบัน) ในครอบครัวเชื้อสายอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดู ท่านเติบโตเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเจ้าของกิจการโรงงานน้ำตาล โรงงานทอผ้า โรงงานผ้าห่ม และเปิดบริษัทนำเข้า-ส่งออก โดยมีสำนักงานอยู่ทั่วโลก และ(โปรดอ่านต่อ) |
